Pic_29276

 

วัฒนธรรมการบริโภคแบบชาวตะวันตกที่เข้ามามีผลในการใช้ชีวิตประจำวันของเรา มากขึ้นทุกทีๆ จากเดิมที่เคยใช้ชีวิตกันแบบสบาย ๆ อาหารการกินก็เป็นแบบไทย ๆ กลายมาเป็นชีวิตที่รีบเร่งแข่งขันกันทุกวินาที อาหารก็กลายเป็นฟาสต์ฟู้ดที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว แต่อุดมไปด้วยไขมันและสารที่อาจเป็นพิษต่อร่างกาย ทั้งหมดนี้ทำให้มีกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดกันมากขึ้น ทุกที อย่างไรก็ตามตัวเราเองสามารถ “เลือก” ที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านี้ได้ พญ.วรนุช จุนพึ่งพระเกียรติ อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี มีข้อแนะนำในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจขาดเลือดมาฝากกัน

ปรับเปลี่ยน lifestyle ของตนเองเล็กน้อย

ออก จะเป็นอะไรที่กว้างไปสักหน่อย แต่ทราบไหมว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากจริงๆ ทำง่ายประหยัดเงินในกระเป๋าด้วย ยกตัวอย่างเช่นการออกกำลังกาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องลงทุนไปฟิตเนสหรอกเลย แค่คุณหมั่นทำตัวให้ active อยู่เสมอ ไม่ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกมากจนเกินไป   การทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ  ออกแรงเดินไปซื้อของหน้าปากซอยสักหน่อย การออกกำลังกายสะสมไปเรื่อยๆ  อย่างน้อยวันละ 30 นาที (หรือมากกว่าวันละ 60 นาที หากคุณต้องการลดน้ำหนักด้วย ) แค่นี้ก็ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้แล้ว นอกจากนั้นยังลดโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง กระดูกพรุน โรคอ้วน โรคซึมเศร้า รวมทั้งมะเร็งเต้านมและลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย

อีก ประการที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ยังสูบบุหรี่อยู่ ก็ควรเลิกสูบบุหรี่อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าไม่ดีต่อปอดและหัวใจของคุณ เองและคนข้างๆ  ถ้าใครยังไม่สามารถหยุดด้วยตัวเองได้ ปัจจุบันแพทย์มีการรักษาหลายอย่างที่ช่วยได้ ทั้งยากิน ยาแปะผิวหนัง หมากฝรั่ง รวมถึงการเข้ากลุ่มกิจกรรมที่ช่วยให้คุณเลิกบุหรี่ได้ไม่ยากอย่างที่คิด

ระวังการกินสักหน่อย
ควร หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นอันตรายต่อหัวใจคุณ แน่นอนที่สุดคืออาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันที่เราเรียกว่า ไขมันอิ่มตัว โดยเฉพาะกรดไขมันชนิดทรานส์ ( trans fatty acids) ซึ่งไขมันชนิดอิ่มตัวนี้ พบมากในไขมันจากสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์โดยเฉพาะนม เนยและไข่  ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว ส่วนกรดไขมันชนิดทรานส์นั้น อาจจะไม่ค่อยรู้จักกันแพร่หลายมากนัก   กรดไขมันชนิดนี้เกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงน้ำมันพืชในรูปของเหลวให้กลาย เป็นมาการีน และไขมันที่อยู่ในรูปกึ่งเหลวเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งน้ำมันพืชในรูปนี้สามารถเก็บรักษาได้นาน ราคาก็ถูก ใช้ทอดอาหารได้มากและมีรสชาติที่อร่อยถูกปาก เราจึงพบกรดไขมันชนิดนี้ปนอยู่กับอาหารปรุงสำเร็จหลายชนิด รวมถึงอาหารที่เรารับประทานตามร้านอาหารนอกบ้าน ยกตัวอย่างอาหารที่พบเห็นได้ทั่วไป เช่น มันฝรั่งทอด (French fried), ไก่ทอด,นักเก็ตปลาและไก่, พิซซา, ขนมขบเคี้ยวกรุบกรอบบรรจุถุง,ข้าวโพดคั่ว โดยเฉพาะชนิดใส่ในไมโครเวฟ, ขนมปัง, โดนัท คุกกี้ มัฟฟิน เค้ก แครกเกอร์และมาการีน ในปัจจุบันองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้กำหนดให้อาหารเหล่านี้ต้องมีฉลากแสดงปริมาณกรดไขมันชนิดทรานส์ต่อหนึ่ง หน่วยบริโภค และโดยทั่วไปเราไม่ควรบริโภคเกินร้อยละ 0.5- 1 ของปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องได้รับในแต่ละวัน ( เช่น คนปกติต้องการสารอาหาร 2000 แคลอรี่ต่อวัน พลังงานที่ได้จากกรดไขมันชนิดทรานส์นี้ ต้องไม่เกินวันละ 60-70 แคลอรีต่อวัน)

ความร้ายกาจของเจ้ากรดไขมันตัวนี้มีมากมาย ถึงแม้จะเป็นปริมาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้ปริมาณไขมันที่ไม่ดี (LDL cholesterol) ในเลือดเพิ่มขึ้น และไขมันชนิดดี (HDL cholesterol) ลดต่ำลง เกิดการอักเสบในหลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น เหล่านี้นำไปสู่การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจวาย และการเสียชีวิตเฉียบพลันจากโรคหัวใจได้ นอกจากนั้นยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานได้อีกด้วย

อาจมีคำถามตามมา ว่า เราจะทราบได้อย่างไรว่าอาหารนั้นมีปริมาณกรดไขมันนี้จำนวนเท่าไร ถ้าเป็นอาหารที่มาจากทางสหรัฐอเมริกาจะมีการแจ้งปริมาณที่ฉลาก แต่ในกรณีของไทย ส่วนมากยังไม่มีการแสดงปริมาณกรดไขมันชนิดทรานส์ในฉลากอาหารที่ผลิตในประเทศ ไทย  ดังนั้นเราควรจะระวังลดปริมาณอาหารที่อาจมีกรดไขมันนี้จำนวนมาก และผู้ผลิตอาหารทั้งหลายก็ควรจะร่วมมือเปลี่ยนไปใช้ไขมันชนิดไม่อิ่มตัวแทน

รับประทานอาหารที่เป็นมิตรกับหัวใจคุณให้มากขึ้น

แนะ นำให้รับประทานอาหารเหล่านี้ เช่น ขนมปังโฮลวีท,ข้าวซ้อมมือ, ผักและผลไม้,นมพร่องมันเนย, อาหารที่มีไขมันต่ำทั้งหลายรวมทั้งที่มีปริมาณเกลือต่ำ, เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน, ปลาทะเลที่มีไขมันมาก เช่น ปลาแซลมอน ทูน่า ปลาดุกทะเล ถ้าคุณรับประทานอาหารเหล่านี้ในปริมาณที่เหมาะสมและเป็นประจำแล้ว ย่อมจะทำให้คุณเสี่ยงต่อโรคหัวใจน้อยลง และอย่าลืมควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยการคำนวณจาก BMI (Body Mass Index = น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วย ส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง) ให้อยู่ระหว่าง 18.5 ถึง 24.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร รักษารอบเอวให้น้อยกว่า 36 นิ้วสำหรับผู้ชาย และน้อยกว่า 32 นิ้วในผู้หญิง รวมทั้งควรหมั่นตรวจสุขภาพประจำปีให้เหมาะสมกับช่วงวัยของคุณอย่างสม่ำเสมอ เท่านี้คุณก็จะห่างไกลจากโรคหัวใจขาดเลือดได้ และมีหัวใจที่แข็งแรง ทำงานได้ดีอย่างยาวนาน


ข้อมูลจากโรงพยาบาลเวชธานี

Comment

Comment:

Tweet

ไขมัน ตัวร้าย >.<

#3 By mini-teddy on 2009-09-09 12:12

วิธีแก้

ก็พิมพ์ aaa แล้วทำเป็นลิงค์แรกนะคะ
จากนั้นพอกดสเปซบาร์เพื่อใส่จุดและทำลิงค์ bbb
เส้นลิงค์มันจะลากออกมาด้วยใช่ไม๊คะ
ก็ลากแถบดำทับส่วนทีเกินออกมา
แล้วไปกดปุ่มแตกลิงค์(อยู่ข้างๆปุ่มทำลิงค์)
มันก็จะขาดหายไปค่ะ

ก็ลิงค์ไม่ติดกันเเล้วค่ะ

big smile

#2 By ★ K T I G on 2009-09-07 14:36

ใส่ใจในสุขภาพกันหน่อยนะครับ

#1 By eiz : อีซ on 2009-09-06 14:17